Year In Review 2019 สวัสดี 2020

by arnondora on December 31, 2019

แปบ ๆ ก็จะขึ้นปีใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย เวลามันผ่านไปเร็วมาก เมื่อมองย้อนกลับไปดูเมื่อปีก่อน เทียบกับปีนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มาคือ เออ แก ปีนี้เป็นปีที่ดีนะ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย บางเรื่องก็เป็นเรื่องน่ายินดี บางเรื่องเป็นเรื่องที่น่าเศร้า มีหลากรส หลากอารมณ์มาก

Thesis

Year in Review 2019

เหมือนปีก่อน เราพึ่งพูดถึงเรื่องของ Senior Project ตอนปี 4 ป.ตรี ไปเองนะ มาปีนี้ เราก็มาพูดถึง Thesis อีกแล้ว ทำไมเรื่องมันเศร้าจังอะเห้ยย !!! เราเอง รู้สึกเลยว่ามันต่างจากตอนป.ตรี ค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่เพราะความยากหรืออะไรเลยนะ เรามองว่า เออ หลายเรื่อง ๆ มันก็ยากไปหมดแหละ ถ้าเราไม่เคยทำ แล้วทำไมไม่ทำมันตั้งแต่วันนี้ละ

แต่เราว่ามันยาก เพราะความรู้ในด้านที่เราเรียนมันน้อยมาก ไม่เหมือนตอนเรียนคอมที่เราก็มีประสบกาณ์มาพอสมควร ทำให้เราคิดปุ๊บ ทำ ๆ ได้เลย ไม่ต้องอะไรมาก แต่อีกมุมนึง เราว่ามันก็สอนเราเรื่องนึงนะ เราว่าเราเสพติดความได้งานมาง่าย ๆ มากเกินไปคิดนิดเดียวก็ออกแล้ว ทำทีเดียวก็ได้เลย เพราะเรามีประสบการณ์ไง แต่พอมาตรงนี้มันต่างกัน บางอย่าง เราก็คิดไม่ถึง บางทียอมรับว่ามันหงุดหงิดมาก

แถมเราก็เปลี่ยน Advisor ด้วยเหตุผลบางอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วยทำให้ก็เหมือนเริ่มต้นใหม่แหละ แต่ถามว่ามันลำบากมั้ย ก็คงตอบว่าไม่ เพราะมันดูเป็นหัวข้อที่มันไม่ได้ออกจากความรู้ที่เรามีมากนัก มันก็ผสม ๆ กัน ระหว่างของใหม่กับของเก่า ทำให้เหมือนเราค่อย ๆ ก้าวออกมา มากกว่าที่กระโดดไกลรอบเดียวเลย มันก็ช่วยบรรเทาความปวดหัวส์ได้ดีเลยละ

อีกอย่างที่เรารู้สึกว่า ถ้าใครที่ทำงานควรจะต้องมีมาก ๆ เลยคือ Passion เลยนะ มันเป็นเหมือนของที่เข้ามา Jump Start เราให้เราเข้ามาทำงาน ๆ นึงได้ แต่พอเวลาผ่าน ๆ ไป เราก็คงจะหลงลืมมันไปบ้างแหละ อาจารย์ท่านนึงก็บอกว่า ใช่แหละ ตอนแรก เราก็ต้องมี Passion แหละ แต่พอเวลาผ่านไปสิ่งที่เราต้องมีคือ Determination ภาษาไทยก็น่าจะแปลว่า ความแน่วแน่ เราเลยชอบเปรียบเทียบว่า ถ้าเราต้องเดินไปสู่เป้าหมาย Passion ก็คงเหมือนเข็มทิศที่จะนำทางเราไป ส่วน Determination น่าจะเหมือนกับขอบทางที่ไม่ทำให้เราเดินออกนอกเส้นทาง สุดท้ายทั้งสองอย่างมันก็จะพาเราไปสู่จุดหมายได้นั่นเอง

แต่ก็ยังบอกอยู่ว่า ตอนนี้ก็ยังไม่เลิกกระหายความท้าทายนะ มองหาอะไรที่มันยากชิบหายทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือชีวิตก็เหอะ และตอนนี้เราก็ปี 2 แล้ว ก็คาดหวังมาก ๆ ว่าจะจบในปีนี้ให้ได้ สาธุ ๆๆๆๆๆ นี่อยู่ในจุดที่เรียนวิทยาศาสตร์ แต่เริ่มพึ่งพระ พึ่งเจ้าละ ฮ่า ๆๆ

เริ่มหันมาทำเพจจริงจังมากขึ้น

Year in Review 2019

เพจ Arnondora ใน Facebook ก็พึ่งเปิดมาได้ปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง หรือก็คือ เมื่อปีก่อนนั่นเอง เมื่อก่อนเราบอกเลยว่า ทำแค่เว็บ เราอยากลงก็เขียน แล้วก็ลง คือ เป็นแค่งานอดิเรก แต่ตอนนี้เรายกระดับงานอดิเรกให้มันเป็นงานจริง ๆ หลาย ๆ อย่างยอมรับว่ามันก็เปลี่ยนไป มันต้องมีแนวทาง มันต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่างมากกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก

มันต้องมีตาราง มีกลยุทธ์มากมาย ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย คือหน้าที่มันเยอะมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เช่น เมื่อก่อนเราอาจจะแค่เขียน Content แล้วเอาลงเว็บ แชร์ลงที่ต่าง ๆ ก็จบ ตอนนี้เราต้องมาดูว่า เออ เราจะ Post ลง Facebook Page เมื่อไหร่ยังไง ตอบลูกเพจ (เฮ้ย เราไม่ได้มองว่าเป็นภาระนะ ทัก ๆ มาเถอะ อยากคุยด้วย ถถถ) จะเห็นว่ามันเพิ่มขึ้นมาก

แต่เรื่องนึงที่เราพยายามแก้ปัญหาเป็นอย่างมากคือ เรื่องของการผลิต Content แน่แหละ เราสู้เว็บ หรือ เพจที่มีคนเยอะ ๆ ไม่ได้แน่นอน เพราะพวกนั้นเผลอ ทำ Content นึง 2 วัน แล้วพลัดกันลง แต่เราเอง หาเรื่องเอง เขียนเอง ทำเอง วีดีโอก็ตัดเอง ประกอบเราก็เรียนอยู่ด้วยทำให้เราเองก็อาจจะลง Content ได้ไม่บ่อยมากนักเหมือนกัน เอาตามตรงเลย เราก็พยายามหา Editor มาช่วยเราเขียนอยู่นะ แต่บ่จี๊ ยังไม่มีกำไรเข้าเว็บเลย

เรื่องของแนวทาง เมื่อก่อนเราก็เน้นการนำเสนอพวก Review และ Programming แต่ตอนนี้เราว่า เราจะแอบเปลี่ยนแนวทางนิดหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้พอเราเปลี่ยนสายเรียน การมานั่งเขียน Code เรายอมรับว่า น้อยลงมาก ๆ แต่เราก็ยังเขียนอยู่บ้าง ทำให้ Content พวกนี้ก็จะน้อยลงอยู่แล้วละ แต่เราพยายามจะนำเสนอชีวิตของเรามากกว่า ทำให้ส่วนใหญ่ช่วงนี้ก็น่าจะเป็นพวก Lifestyle, Review และที่พยายามเขียนอยู่คือ วิทยาศาสตร์ ก็รอติดตามชมได้

อยากเป็น Youtuber ครับ

Year in Review 2019

Content อีกแบบที่เราหันมาลองทำคือ Content พวกวีดีโอที่อยู่ใน Youtube นี่แหละ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยากทำ รู้สึกว่าอยากลองทำดู พอได้ลองดูก็รู้สึกว่า ตอนแรกมันยากมากเลยนะ มันต่างจากการเขียน Blog มากด้วย 2 สาเหตุด้วยกัน

สาเหตุแรก มันเป็นการสื่อสารที่ใช้ทั้งภาพและเสียง ที่เราเองก็ยอมรับว่าพูดไม่ชัด และเร็วด้วย ทำให้แรก ๆ เรายากมากในการที่จะพูด ไหนจะบทอีก ถ้าเป็นช่องอื่น ๆ เขาจะมีบทอะไรกัน แต่เรานี่คือ จำไม่ได้จ้าาา เป็นคนที่จำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย ทำให้เวลาอัด มันเลยต้องใช้เวลาเยอะมาก พูดผิดก็อัดใหม่ ไปเรื่อย ๆ อัดผิดมาก ๆ เข้า เจ็บคออีก กินเวลาเข้าไปอีก

และอีกเรื่องคือ อุปกรณ์ เดี๋ยวนี้เราต้องยอมรับว่า เราไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมาก เราก็สามารถทำวีดีโอได้แล้ว แต่มันก็จะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่นแสงต้องดี ต้องอยู่ใกล้กล้องเพื่อให้เสียงเข้าอะไรแบบนั้น แต่ตอนนั้นคือ เราทำออกมาแล้วมันยากมาก อาจจะเพราะเราเซ็ตอุปกรณ์ นั่นก็คือ กล้องของตัวเองไม่เป็นด้วยมั่ง ทำให้มันออกมาแย่มาก แต่พอเราทำไปเรื่อย ๆ เราก็เปลี่ยนอุปกรณ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้เราก็ทำออกมาในความละเอียด 4K ละ

แต่ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม เราเองก็รู้สึกว่า Content เรามันจำเจมาก เราก็อยู่ในบ้านแหละ อะไรแบบนั้น สาเหตุที่เราไม่เอาไปนอกบ้าน เพราะ เราเขิล แบบเวลาถือ แล้วเราคุยกับกล้องแล้วเดินไปด้วย มันแปลก ๆ มาก เลยไม่ค่อยยอมถ่ายข้างนอกเท่าไหร่ กับอีกอย่างคือ เราก็ไม่รู้ไงว่า ที่ไหนเขาให้ถ่ายได้ ไม่ได้ยังไง ยิ่งทำให้ไม่กล้าถ่ายเข้าไปใหญ่เลย แต่ปีหน้าก็บอกเลยว่า จะมีวีดีโอใหม่ ๆ เข้ามา รายการใหม่ ๆ มาเยอะขึ้น และ แน่นอนว่า เราก็ไม่ได้มีเราคนเดียวในวีดีโอละ อย่างที่เอาลงไปแล้วก็น่าจะเป็น โตแล้วพูดได้ นั่นก็ไม่ได้มีเราคนเดียว ปีหน้าบอกเลยว่า น่าจะเป็นปีที่สนุกมาก

กลับมาสอนอีกครั้ง

Year in Review 2019

หลังจากที่เราเคยเปิด Course สอน Laravel เมื่อหลายปีก่อน มาในปีนี้เพื่อนเราที่เรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกัน ก็ติดต่อมาถามว่า เราอยากจะมาเปิดคอร์สสอนมั้ย ตอนนั้นเราก็แอบลังเลนะ เพราะถ้าสอนเป็น Offline เนี่ย เราจะไม่มีเวลามาสอนเลย เพราะมันต้องเดินทางหลายอย่างมาก แต่สุดท้าย เราก็ตบปากรับคำมา ก็ต้องมาสอนไป

เมื่อก่อนกับวันนั้นเราก็ยังรู้สึกนะว่า การมานั่งสอนอะไรแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่สนุกดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้เราได้ออกมาเจอผู้คนหลายคนมาก ที่สำคัญการที่เรามาสอน มันทำให้เราได้กลับมาทบทวน สิ่งที่เราอาจจะพลาดไป และเวลาสอน คนเรียนนี่แหละ ถือเป็นครูที่ดีสำหรับเราเลย บางอย่าง เราก็มองข้ามไปมีเยอะมาก

ยอมรับว่า การสอนแบบ ทั้งวันแบบนั้นคือเหนื่อยมาก ไหนจะเดินทาง ไหนจะสอน คือ มันสูบพลังชีวิตเยอะมาก แต่กว่าจะได้สอน มันก็จะมี Process ก่อนหน้านั้นอีกหลายอย่างมาก ที่เราต้องดีล ก็ทำให้เราได้เปิดประสบการณ์ละกัน ปีหน้าก็หวังว่าจะได้กลับมาสอนอีก (จริง ๆ ที่ไม่ได้สอนเลย เพราะเรายุ่ง ๆ อยู่กับ Thesis นั่นแหละ)

จากหอ ไปอยู่บ้าน

Year in Review 2019 ตอนเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ นึกว่าโกดังเก็บของ

เมื่อก่อนเวลาเราาไปเรียน เราจะอยู่หอ แต่พอมีบ้านใหม่ เราก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ ไกลจากมหาลัยขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่เกิน 10 นาที มันก็ถือว่าโอเคอยู่นะ

พออยู่บ้าน ยิ่งอยู่คนเดียว เอาจริง ๆ มันก็ไม่ต่างจากการอยู่หอเท่าไหร่หรอก เรื่องของ Space ในใจมันก็เท่าเดิม แค่ Physical Space มันใหญ่ขึ้นเฉย ๆ แต่การที่มันใหญ่ขึ้นนี่แหละ มันทำให้เรา หาอะไรทำที่คลายเครียดได้เยอะมาก เช่นการปลูกต้นไม้ ทำกับข้าว ขนม อะไรพวกนั้นได้เยอะแยะมากมาย

อีกความต่างคือ ความสะดวกซื้อ ถ้าเราอยู่หอ มันจะมี 7-11 และ ร้านข้าวอยู่ใกล้ ทำให้เวลาเราหิวข้าว เราก็แค่เดินลงไปซื้อแปบเดียว กลับขึ้นมากินบนห้อง อันนี้คือ จากบ้านไปร้านข้าวคือ ไกลมากจ้าาาาา ต้องขับรถไปเลยแหละ ทำให้วิถีชีวิตบางอย่างมันก็ต้องปรับตัวกันบ้างเพื่อให้เข้ากับที่อยู่อาศัยใหม่

จัดการความเครียด

Year in Review 2019

พอเราทำหลาย ๆ อย่างมากขึ้น ยิ่งเรากระโดดออกจาก Confort Zone ของตัวเอง มันก็ไม่แปลกเลยที่เราจะกังวล และเครียดขึ้นกว่าปีก่อน ๆ เยอะ โดยเฉพาะเรื่องเรียนเอง ที่เรายอมรับเลยว่า เราเครียดมาก เพราะเราดันอยากไปเรียนวิชาที่แบบ เราไม่น่าจะมีพื้นฐานมาก่อนเลย สุดท้ายทำให้ปีนี้เป็นอีกปีที่เราให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียด และความรู้สึกของตัวเองมาก

มีช่วงนึงคือเครียดจนนอนไม่หลับเลย เพราะเรื่องเรียนนี่แหละ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าอีเรื่องแค่เรียนเนี่ย มันทำให้เราเครียดได้ขนาดนี้ เราว่าที่เราเครียดมาก เพราะ เราให้ความสำคัญมันไง เราใส่ใจมัน ถ้าเราไม่รู้สึกเหมือนที่เราพูดไป ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นตรงนั้นเราก็คงด้านไปแล้วแหละ โคตรกลัวว่าจะเรียนไม่จบ 2 ปี หรือไม่สิ เรียนไม่จบเลย วันนี้เราเก่งขึ้นรึยัง อะไรแบบนั้น

Year in Review 2019

ซึ่งเราก็แก้ปัญหาด้วยหลายวิธีมาก ๆ ตั้งแต่การไปหาหมอบ้าง การหากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง ที่เราทำแล้วรู้สึกว่าดีมาก ๆ เลยคือ การทำกับข้าว และการปลูกต้นไม้อยู่บ้านคนเดียวมันดีมากจริง ๆ ช่วยได้เยอะ สำหรับเรา พอเราอยู่คนเดียว มันจะเป็นอาการที่ว่า มันเงียบ ๆ พอมันเงียบ มันทำให้เวลาในตัวเรามันเดิน ปกติ เมื่อเทียบกับตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เวลาเราไปข้างนอก เวลาของเรามันยากมากนะ ที่จะหมุนตามเวลาตัวเองได้ เพราะสุดท้ายแล้ว คนเรามันก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันแน่ ๆ แหละ ดังนั้น เมื่อเราอยู่กับคนอื่น ไม่แปลกเลยที่เวลาของเราจะหมุนตามคนส่วนใหญ่ ที่มันอาจจะเร็วไปสำหรับเราก็ได้

จัดการเวลา

Year in Review 2019

เมื่อปีก่อน พอเราเรียนอยู่ปี 4 มันก็จะมีความว่าง และจัดการตารางเวลาชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น แต่พอขึ้น ป.โท มามันก็เหมือนกับ เราต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง มีเวลาเรียนอะไรแบบนั้น นอกจากนั้น ช่วงนึงเราก็ต้องไป Lab ด้วยไง

เราก็ต้องพยายามจัดตารางเวลาให้งานทั้งหมดมันเข้าที่ให้ได้ แต่เวลานึงที่เพิ่มขึ้นมาจากตอนเรียน ป.ตรี มหาศาลเลยคือ เวลาเดินทาง เมื่อก่อน เราสามารถปั่นจักก้า (ที่มหิดล เราเรียกจักรยานว่า จักก้า) เข้าไปในมหาลัยได้เลย แปบเดียวไม่ถึง 10 นาทีถึงคณะละ แต่อันนี้เราอยู่ศาลายาเหมือนเดิมแหละ แต่คณะไปอยู่ที่ศิริราชแทน ทำให้เราต้องเดินทางผ่ารถติดเข้าไป ไปเช้าก็ติด ขากลับ ถ้ากลับเย็นก็รถติดอีก คือ นอกจากจะกินเวลามหาศาลแล้ว ความเหนื่อยอะไรมันก็มากขึ้น

จากเรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจเลยว่า คนที่เขาซื้อคอนโดใกล้ ๆ กับที่เรียน หรือที่ทำงาน เขาคิดอะไรกัน โดยเฉพาะ ถ้าเราต้องเดินทางเข้า กทม. คือหายนะทางการเดินทางเลยก็ว่าได้ ไหนจะรถติด ที่ติดถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ขนส่งสาธารณะตามใจเขา จะออกเมื่อไหร่ออก ไม่มีคนก็รอต่อไป อ้าวสายยยย หรือถ้าขับรถเองก็จะเจอกับคนขับรถมารยาทแย่ ปาดบ้าง ไฟเบรกไม่มี ไฟเลี้ยวไม่เปิด มอเตอร์ไซต์ปาด ทางเข้าทางหลัก ก็เอามาออก อะไรแบบนี้ ทำให้เราหงุดหงิดการขับรถมาก ไหนจะที่จอดเป็นอีกเรื่องอีก ถ้าใครเคยไป รพ.ศิริราช จะรู้ว่า ที่จอดรถนั้นหายากมาก ๆๆๆๆๆๆ เสียเงินอีก (ในบางที่) คือ กว่าจะฝ่ารถติดมา ต้องมาหาที่จอดยากอีก สรุปสายไงละ เย้

เนี่ยแหละ ทำให้เราต้องจัดเวลาให้รัดกุมมากขึ้น และอีกเรื่องของการจัดเวลาที่เราทำพลาดมาตลอดคือ เรา Underestimate เวลาที่ต้องใช้เยอะมาก ทำให้ชีวิตเรานี่คือเร่งโคตร ๆ มาในปีนี้คือ ก็ Overestimate ไปเจอมาก ทำให้งานที่ควรจะทำได้ ก็ไม่ได้ทำซะงั้น เพราะเราตัดทิ้งไป ด้วยความที่กลัวไม่ทันนั่นเอง สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ App อะไรแก้ปัญหาเลย แต่เป็นกระดาษกับปากกาธรรมดานี่แหละ Back to basic

สุขภาพ

เป็นเรื่องที่เราไม่เคยเอามาเขียนเลยมั่ง แต่ปีนี้เราจริงจังมากกับเรื่องสุขภาพ เพราะรู้สึกว่าตัวเองค่อย ๆ กลมขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว เลยหันมาออกกำลังกายบ้างเมื่อมีเวลา

นอกจากนั้น เราเองด้วยความที่ต้องนั่งทำงานนาน ๆ เราก็จะมีอาการของ Office Syndrome ด้วย คือ เรามักจะปวดเมื่อยตามตัว จนมันน่ารำคาญ แรก ๆ เราก็ไปหาหมอนวดแหละ (ไม่ใช่หมอนวดกระx นะ) ทำให้เราได้ก้าวสู่วงการนวดไทยอย่างเต็มตัว และรู้ซึ้งเลยว่า เชี่ยยย การนวดไทยมันดีชิบหายเลยโว้ยยยย ผนวกกับเราก็พอรู้พวกกายวิภาคมาบ้าง เลยทำให้รู้ว่า นวดไทยมันถูกคิดมาดีจริง ๆ ไม่แปลกเลยที่มันจะเป็นที่นิยมทั้งไทยและเทศ

แต่หลัง ๆ เราก็ไม่ค่อยได้ไปหาแล้วละ เพราะเรามองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ถึงเราจะนวดกี่ครั้งแต่ถ้าเรายังทำพฤติกรรมเหมือนเดิม มันก็ไม่มีทางหายหรอก เราเลยไปพึ่งการกายภาพบำบัดแทน หลังจากหามาไม่กี่เดือน ทำการบริหารเมื่อมีเวลา รู้เลยว่า ควรไปหาตั้งนานแล้วมั้ยแกน่ะ !!!! อะไรแบบนั้นเลย คือ มันดีมาก เรื่องบ่าที่แข็งก็นิ่มลงอย่างเห็นได้ชัด อาการเจ็บก็หายไปแล้ว มันดีขึ้นมาก

หลาย ๆ คนชอบบอกเราว่า โห ยังเด็กอยู่ทำไมต้องไปหาหมอนวด ทำไมต้องไปหานักกายภาพ เราจะบอกเลยว่า มันเกี่ยวตรงไหนกับอายุครับ ไม่เกี่ยวนะ มันขึ้นกับการใช้ชีวิตของเรามากกว่า จริง ๆ เราว่าที่คนเมื่อก่อนเป็นกันน้อย เพราะเขาไม่ได้มานั่งทำงานหน้าคอม หรือนั่งเฉย ๆ นาน ๆ เหมือนเราไง เลยไม่แปลกที่เขาจะไม่เป็นตอนอายุน้อย ๆ กัน ส่วนอายุเยอะ ๆ คือ มันก็นะ เสื่อมตามกาลเวลา นั่นก็ไม่แปลกที่จะไปหาเหมือนกัน

เพราะเราไม่เมื่อยบอกเลยว่า เราอารมณ์ดีขึ้นมาก Productivity ก็สูงขึ้นมาก แทนที่เราทำงานแล้วจะเมื่อยไป หงุดหงิดไป ตอนนี้คือ เราสามารถทำงานได้เรื่อย ๆ เลยละ เพราะเราก็รู้สึกที่จะลุกขึ้นมายืด แล้วก็ไปทำงานต่อ ก็ดีขึ้นเยอะมาก ไว้ วันไหนเราจะมารีวิวให้อ่านกันละกันว่า เราไปหาที่ไหน เป็นยังไง และค่าใช้จ่ายเป็นยังไง

ปีแห่งความท้าทาย

Year in Review 2019

เป็นปีที่ได้ท้าทายตัวเองได้เป็นถึงพริกถึงขิงมาก เจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาน่าจะเกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ ทำให้เรารู้เลยว่า จริง ๆ แล้วโลกที่เราอยู่ ตรงที่เรายืนอยู่มันมีอะไรอีกมากมายจริง ๆ มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเห็นอยู่ แค่เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้ก้าวเขาไปหามันมากนัก แต่ด้วยวัยต่าง ๆ มันทำให้เราได้มาเจอกับสิ่งที่เราไม่เจอมันมาก่อนนั่นเอง

ปัญหาที่เข้ามาล้วนเป็นปัญหาที่ทวีความ Advance มากขึ้นเรื่อย ๆ บางเรื่องคือ ยากอย่างไม่น่าเชื่อ ก็ถือว่าเป็นการให้อาหารกับความกระหายความท้าทายในทุก ๆ วันของเราละกัน

ปีหน้าทำอะไรอีกดีนะ

Year in Review 2019

ปีต่อไป น่าเป็นปีที่เราต้องพัฒนาตัวเองเยอะมาก ปี 2020 เราอยากที่จะเรียนให้จบป.โทสักที อยากเรียนให้จบตามที่หลักสูตรเขียนไว้แหละ ไม่อยากยืดไปนานกว่านี้ จะได้ไปเรียนต่อสักที ฮ่า ๆ

ถัดไปเรื่องงาน เราก็อยากที่จะทำ Content หลาย ๆ อันในเว็บของเราออกมาเรื่อย ๆ และ มีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน เราย้อนกลับไปอ่าน Content เราเมื่อก่อนแล้วเทียบกับตอนนี้ มันต่างกันมากเลยนะ คุณภาพ ภาษาต่าง ๆ คือ มันต่างกันมากจริง ๆ มันก็ทำให้เราชื่นใจ และอยากที่จะทำมันออกมาเรื่อย ๆ แน่นอนว่าในปีหน้าก็จะมีรายการใหม่ ๆ เรื่องใหม่ ๆ ออกมาให้รับชมกันเล้ยยย

และเรื่องสุดท้าย คือ การพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้เรารู้สึกว่า เราทำแต่งาน ไม่ก็เรียน จนไม่มีเวลามานั่งคิดเลยว่า จริง ๆ แล้วเราเก่งขึ้นรึยัง ในทุก ๆ วัน ง่าย ๆ คือ เราแทบไม่ได้มา Retrospective กับชีวิตตัวเองในแต่ละวัน ว่าเราทำอะไรไปบ้าง อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรที่ล้มเหลว เราก็หวังว่าปีหน้าเราจะหันมาทำอะไรพวกนี้ให้เยอะขึ้น นอกจากที่จะทำให้เรารู้แล้วว่าเราจะแก้ปัญหายังไง มันทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น นั่นนำไปสู่การจัดการเวลาที่ดีขึ้นนั่นเอง

สรุป : การขึ้นทศวรรษใหม่ที่สวยงาม

Year in Review 2019

ปี 2019 ถือเป็นทศวรรษสุดท้ายแล้ว ก้าวสู่ 2020 เป็น 10 ปีที่เราเติบโต กระโดดเข้ากำแพง แล้วก็กระโดดออกอีกครั้ง เราว่ามันไม่ผิดเลยนะ แต่เราจะสร้างกำแพง Comfort Zone ขึ้นมา แต่เราต้องเรียนรู้ว่า เมื่อไหร่ที่เราควรจะกระโดดออกมา เมื่อที่เราเราควรจะขยายกำแพงของเราไป เพราะมันไม่ผิดที่เราอยากทำให้ตัวเองรู้สึกดีไงละ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความสุขจากการทำอะไรเดิม ๆ ก็เถอะ สุดท้ายนี้ก็พูดเหมือนทุกปีคือ แนะนำให้ทุกคนเขียน Year In Review กันบ้างว่าในปีที่ผ่านมา เราเจอกับอะไรบ้าง มันก็คือการทำ Retrospective ให้กับชีวิตตัวเองนั่นแหละ และ วางแผนในปีถัดไป เพื่อให้ไม่พลาดเหมือนปีที่ผ่านมานั่นแหละ ทำให้เราเก่งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับวันนี้หมดแล้ว สวัสดี สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ โอ๊ะ ๆๆๆๆ

Share this article to social network?
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2020 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora