รีวิว 2 ปีกับ iPad Pro M4 ที่โดนเนิฟด้วย iPadOS
By Arnon Puitrakul - 26 มิถุนายน 2026
เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเห็น Memories ใน Facebook ที่เราถ่ายตอนได้ iPad Pro M4 มาวันแรก แบบเห้ย 2 ปีผ่านไปเร็วมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ เราเอามันไปใช้เป็นเครื่องหลักในการทำ Content เลยก็ว่าได้ วันนี้เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่าผ่านมา 2 ปี ทำไมเรายังไม่เปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่
พลังของ M4 ที่ยังล้นเหลือ ทำงานได้สบาย ๆ
ตอนเราซื้อเครื่องมาใหม่ ๆ เรารู้สึกว่า เครื่องเร็วมาก ๆ เล่นเกม ทำงานได้เร็วมาก ๆ แต่พอมันออกรุ่นใหม่เท่านั้นแหละ เครื่องช้าขึ้นมาเลยทีเดียว ใช่แล้วครับ ณ วันที่เขียน iPad Pro M5 ออกมาแล้ว แต่เรากลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลย
จากการใช้งานของเราเอามาทำ Content ในช่อง Arnondora ต่าง ๆ ตั้งแต่การเขียน Script ด้วย Obsidian, เขียนบทความผ่าน Safari, การทำภาพบน Affinity Suite และการตัดต่อวีดีโอบน LumaFusion เราไม่รู้สึกถึงการสะดุดในการทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนนึงก็ต้องยอมรับเลยว่า M4 เป็น SoC ที่แรงเหลือ ๆ สำหรับงานง่าย ๆ แค่นี้อยู่แล้ว และงานเรามันไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือต้องใช้สเปกสูงขึ้นมากนัก ทำให้ M4 มันเลยยังเพียงพอกับเราอยู่เลย
แต่ถ้าใครที่กำลังอ่าน แล้วอยากจะมองหา iPad Pro M4 อยู่ เราอยากจะบอกว่า Performance มันจะเห็นความต่างกับ iPad Pro M5 ตอนที่เรารัน AI หนัก ๆ เช่น การใช้พวก AI Upscaling ใน App แต่งภาพต่าง ๆ พวกนี้ เราคิดว่า M5 จะตอบโจทย์มากกว่าเยอะ เพราะเขามี Neural Accelerator เท่าที่เราลองมาหลาย ๆ App ที่ใช้งาน AI แบบ Local มันก็เห็นผลจริง ๆ แต่สำหรับเรา ใช้คำว่า ไม่ได้ใช้เลย ทำให้เราไม่เห็นผลเรื่องนี้แบบจริง ๆ จังเท่าไหร่
Workflow การทำงาน จาก Script สู่ Video

หากใครได้ดูรีวิว iPad Pro M4 เราก็จะรู้ว่า เราเน้นเอามาทำงาน Content ทั้งหลาย รวมถึงที่ทุกคนได้อ่านอยู่ตอนนี้ เราเลยอยากจะมาเล่า Workflow การทำงาน Content ของเรา เพื่อให้เห็นภาพว่า เราทำงานกับ iPad เครื่องนี้อย่างไร และติดปัญหาอะไรบ้าง
อย่างแรกเลย การจัดการ Content และการเขียน Content ทั้งหมด เราจะทำจากใน Obsidian ที่ Sync กลับไปที่ Vault ที่อยู่ในบ้านเราแชร์กันในหลาย ๆ อุปกรณ์ ทำให้เราสามารถทำงานได้จากทั้งบน iPad, macOS และ iOS ได้หมดเลย ซึ่งการเขียนงานพวกนี้ เราจะใช้ Markdown ซึ่งเอาเข้าจริง มันไม่ได้กินสเปกอะไรมากขนาดนั้น ประกอบกับเราคิดว่า Obsidian App เขาน่าจะ Port Desktop App มารันบน iPad โดยตรงเลย ทำให้ UX การใช้งานใน UI เดียวกันมันแปลกมาก ๆ ถ้าไม่ใช้ Mouse, Keyboard และ Trackpad บอกเลยว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ชิบหายมาก ๆ หนักกว่านั้น โชคดีว่าเราใช้รุ่น 13 นิ้ว ซึ่งมันเท่ากับ Laptop บางรุ่น ทำให้ UI มันไม่เล็กจนเกินไป (เล็กเกินว่าจะใช้ Touchscreen แต่ใหญ่พอที่จะใช้ Cursor กดได้) กลับกัน พอต่อ Magic Keyboard เข้าไป มันกลายเป็นใช้งานได้เหมือนบน macOS เป๊ะ ๆ เลย เราว่าเป็นอีกแง่มุมนึงที่น่าสนใจนะว่า มันก็มี App ที่ Port Desktop App มาตรง ๆ แล้วไม่แก้อะไรเลย พอมาใช้มันก็จะแปลก ๆ นิดนึง

มาต่อกันที่ฝั่ง App สำหรับทำภาพประกอบ และ Thumbnail กันบ้าง เราใช้ Affinity Suite ก่อนที่ Canva จะเข้ามาซื้อบริษัทไป ณ วันที่เขียนนี้ Affinity App ยังไม่เปิดตัวออกมาทำให้เรายังต้องใช้ Affinity Suite โดยเฉพาะ Affinity Design อยู่เหมือนเดิม เรารู้สึกว่า การออกแบบมันไม่ค่อยทำให้ผู้ใช้ Affinity Suite เดิมรู้สึกคุ้นเคยกับการมาใช้ iPad Version เลย เหมือนโลกคนละใบมาก ๆ พวกเมนูต่าง ๆ มันอยู่คนละที่กันหมดเลยจะต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด ท้ัง ๆ ที่เป็นโปรแกรมเดียวกันแท้ ๆ แต่ส่วนนึงมันก็เข้าใจได้ เพราะ UI Design ของ Touch-Based กับ Mouse-Based มันแตกต่างกันมาก ๆ เช่น ขนาดของปุ่ม ที่ในพวก Touch-Based เราจะต้องทำให้มันมีขนาดใหญ่ เพื่อให้จิ้มง่าย แต่ถ้าเป็น Mouse-Based เราไม่จำเป็นต้องทำให้ใหญ่ขนาดนั้น เล็กลงมาได้อีก แค่ไม่ให้เท่าปุ่มปิด Ads ในเว็บก็พอแล้ว นั่นแปลว่า ในหน้าจอขนาดเท่ากัน พวก Touch-Based จะสามารถยัด Menu ได้น้อยกว่ากันมาก ๆ ต้องอาศัย Nested Menu หรือ Gesture ช่วย ซึ่งมันทำให้ Learning Curve สูงขึ้นเป็นเท่าตัว พอเราได้มาใช้ เราก็รู้สึกว่า มันยากไปหมด และ Function หลาย ๆ อย่างใช้งานบ่อย ๆ มันก็ไม่สะดวกเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับปัญหาพวก App Crash ทุกวัน จากการแค่กดเปลี่ยนสีตัวอักษรแล้วดันไม่เซฟอีก เปิดกลับมา ก็คือทำใหม่หมดเลยเซงสุด ๆ สุดท้ายเราเลยกลับไปใช้งานบน macOS ซะเป็นส่วนใหญ่แทน
อีก App นึงคือ Photomator เป็นอีก App นึงที่เขาคิดมาดีมาก ๆ เป็น App ที่ทำ UI ของบน macOS และ iPadOS ได้คล้ายกันจนเรียกว่า Seamless UX Transition เลยทีเดียว ด้วย UI คล้ายกันมาก ตำแหน่งของเครื่องมือต่าง ๆ อยู่ที่ใกล้ ๆ กันมาก ๆ ทำให้พอเราที่ทำงานอยู่บน macOS อยู่แล้วไปใช้งาน ก็จะคุ้นเคยได้แทบจะทันทีที่ใช้งานเลยละ ส่วนที่แตกต่างมันก็ถูกคิดมาเพื่อให้ประสบการณ์การทำงานด้วย Touch-Based Interaction ทำได้ดีขึ้น เช่น ปุ่มสำหรับปรับ Adjustment ต่าง ๆ ที่บน iPadOS เขาจะต้องทำให้มันใหญ่ ๆ หน่อยเราจะได้จิ้มมันง่าย ๆ กับ Feature การทำงานต่าง ๆ บน macOS และ iPadOS มันเหมือนกันเป๊ะ ๆ เลย แค่ว่าใน iPadOS ทำงานร่วมกับ Apple Pencil ทำให้เราทำ Masking ได้ละเอียดมากขึ้น กับพอมันใช้ M4 ที่แรงมาก ๆ เอาไฟล์ HEIF ขนาด 100MP จากกล้อง Hasselblad X2DII 100C มาเปิด ก็สามารถทำงานแต่งภาพส่งแบบไว ๆ ก่อนได้เลย และเอา Adjustment ที่ทำไว้มาทำต่อใน macOS ได้แบบ Seamless มาก ๆ
มาตัดต่อวีดีโอกันบ้าง ส่วนตัวเราใช้ LumaFusion เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่อยากจ่าย Subscription ของ Final Cut เท่าไหร่ เลยยอมใช้ตัวนี้ก็ได้ App ตัวนี้เป็นตัวอย่างของ App ที่ไม่เคยมีบน Desktop มาก่อน ทำให้เขาสามารถ Redesign Experience การใช้งานได้ ซึ่งยอมรับว่า เขาทำมาได้ดีมาก ๆ สำหรับงานทั่ว ๆ ไป อย่างการ Colour Grading เบื้องต้น และการคัดชน ใช้งานร่วมกับนิ้ว และ Apple Pencil ได้ดีมาก ๆ เรียกว่า ลื่นไหลสุด ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราไม่เคยใช้พวก Video Editing App บน iPad มาก่อน ถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์การตัดวีดีโอบน iPad เลยก็ว่าได้ แถมพอเราใช้ M4 ด้วย มันสามารถรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ ๆ Bitrate สูง ๆ จากกล้อง Sony A7RV ได้สบาย ๆ โดยไม่มีกระตุกใด ๆ เลย เรื่องนี้ประทับใจมาก ๆ เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ขยายประสบการณ์การทำงานขึ้นไปได้อีกเยอะ และคิดว่า ตอนนี้ App สำหรับตัดวีดีโอหลาย ๆ ตัว ก็เริ่มเอา Gesture และ Design เดียวกัน มาปรับใช้กันบ้างไม่มากก็น้อยแล้ว
อ่านมายาว ปัญหาคืออะไร
อ่าน Workflow การทำงาน Content ด้วย iPad มา เห็นปัญหาที่เหมือนกันในทุก ๆ App มั้ย M4 SoC ที่ Apple เลือกใส่เข้ามาใน iPad Pro เราหมดความสงสัยไปแล้วว่ามันเร็วพอสำหรับการทำงานมั้ย มันตอบตัวเองได้จากไฟล์ที่เรายัดเข้าไป และการใช้งาน Macbook Air M4 ของเราไปแล้วละ ปัญหาที่สำคัญที่เราเจอมามันมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน
อย่างแรกคือ ประสบการณ์การใช้งาน เราเข้าใจว่า iPad มันเป็นอุปกรณ์ที่แตกต่างจาก Desktop Computer ที่เราใช้ Mouse-Based Interaction ไปโดยปริยาย มันคือโลกใหม่ ซึ่ง Apple พยายาม Fill the gap มันด้วยการทำให้ iPad เก่งขึ้น เป็น Desktop Replacement มากไปหน่อย ทั้งในแง่ของการออกแบบ UI Feature และ Hardware ทำให้ทั้ง Developer และ User เอง มักจะถามว่า วันนี้ iPad มันแทน PC ได้ยัง พอทุกคนหลงทาง ทุกคนต่างไปในเส้นทางของตัวเองเช่น Affinity ที่ทำมาได้น่าปวดหัว นำเสนอ UI บน UX ใหม่ที่อะไรครับเนี่ย !! หรือจะเป็น LumaFusion ที่เกิดมาเป็น Touch-Based แต่แรก นำเสนอ UX แบบเดียว มันก็ไม่แปลกที่จะเหมาะกับ iPad ไป หรือจะเป็น Hybrid อย่าง Photomator ที่ออกแบบมา Universal มาก ๆ จนทำงานได้ดีทั้งคู่ ปัญหาคือ เราจะต้องเอาหลาย ๆ App มาทำงานใน Workflow เดียวกัน มันจะได้ Experience ที่แย่มาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งตอนนี้เราว่า ถ้าพูดถึงงาน ๆ นึงที่บอกว่า ทำบน iPad ได้ เรายังไม่ค่อยเจองานที่ทำบน Desktop และ Tablet ได้ดีเหมือนกันทั้ง Process เลย มันน่าจะเป็น Reality Check ได้แล้วว่า Tablet ไม่ใช่ Desktop Replacement
อย่างที่ 2 คือ Apple เหมือนจะอยากให้ iPad ทำอะไรได้เยอะขึ้น แต่ก็ไม่เปิดให้นักพัฒนาเข้าถึง Hardware หรือ API ต่าง ๆ ได้เยอะเท่าที่ควร เราคงจะเห็นได้จากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่มี Apple Silicon ว่า SoC ที่อยู่บน Mac ทั้งหลาย สามารถเอามาใส่ใน iPad ได้ นั่นแปลว่า Performance จริง ๆ ของมัน มีเยอะกว่าที่เราเคยเห็นมาบน iPad มาก ๆ เราเอา M4 ไปรัน Machine Learning ได้โหดมาก ๆ หรือจะ Optimise Compiler อีกหน่อยมันทำงานบางอย่างเก่งขึ้นเยอะมาก ๆ แต่เราไม่เห็นการทำอะไรแบบนั้นบน iPadOS เลย นั่นเป็นเพราะลักษณะการพัฒนา App บน macOS และ iPadOS มันค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตัว iPadOS มันเกิดจาก การ Fork ออกจาก iOS อีกที ทำให้ลักษณะการพัฒนามันเลยไปในเวย์ของการออกแบบ Application บน Smart Phone ที่มันเกิดมาเพื่อเน้นการประหยัดพลังงาน และปลอดภัยมาก ๆ (ทั้งจากการโจมตี และ App ที่เขียนมาไม่ดี) เพราะต้องเชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา เช่น การให้ Application นึงสามารถ Allocate Memory (Per-App Memory Allocation Limit) ได้สูงสุดประมาณ 5 GB เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ iPad ตอนนี้มีหลัก 16 GB กันไปแล้ว นั่นแปลว่า App ที่ต้องการ Memory เยอะ ๆ เช่นเกมที่ต้องโหลด Shader หรือ AI App ที่ต้องการโหลด Model เข้ามา ก็จะทำงานได้ไม่เกิน 5 GB เท่านั้น ไม่เหมือนกับ macOS ที่ยัดกันดุ ๆ เกือบ ๆ Limit ได้สบาย ๆ
สรุป
สุดท้ายที่เราพูดมายาวเยียดทั้งหมด เราอยากจะบอกเลยว่า iPad Pro M4 เราว่ามันเป็น Tablet ที่ดีมาก ๆ หน้าจอสวยงามตามแบบฉบับของ Apple, แบตที่อยู่ได้นานทั้งวันแบบไม่ต้องห่วงอะไรเลย, รองรับ Apple Pencil Pro ที่ทำให้เขียน หรือจดบันทึกได้ง่ายมาก ๆ ทั้งหมดที่เราว่ามาเป็นสูตรสำเร็จที่ Apple ทำและขายมาได้ตลอดหลายปีตั้งแต่มี Apple Silicon จนตอนนี้ขนาดว่า iPad Pro M5 ออกมาแล้ว เรายังรู้สึกว่า iPad Pro M1 ยังเพียงพอกับการใช้งานอยู่เลย ถ้าใครจะมองหา iPad สักเครื่องที่ราคาน่ารัก Performance เหลือ ๆ กับการใช้งาน เราก็ยังคิดว่า iPad Pro M1 เป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ ไม่จำเป็นต้องมา iPad Pro M4 หรือ M5 เลย ถ้าไม่ได้ต้องการเล่นเกมหนักหน่วงมากจริง ๆ
มันทำให้เราตั้งคำถามว่า Tablet ในอนาคตมันควรจะมีอะไร ไปทางไหน มันควรจะอยู่ตรงไหนของอนาคตของ Computation เพราะตอนนี้ เรารู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นตัวเอง มันอยากเป็นหลายอย่างมากเกินไป เรียกว่า "ชีเสิร์ฟ" จนเสียความเป็นตัวเอง พาทั้งผู้ใช้ และ Developer บางกลุ่มหลงทางไปเลย พอ Apple เปลี่ยน CEO ใหม่ ยุคใหม่แล้ว เราคาดหวังนะว่า Apple ที่เป็น Innovative Company จะออกอะไรที่ Innovative ในแง่ของการนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ และอนาคตของ Computational ออกมามากขึ้น



