รีวิว Bambu Lab H2C กับ Vortex System ที่ช่วยลดพลาสติกเหลือทิ้ง แลกกับราคามหาศาล
By Arnon Puitrakul - 28 มิถุนายน 2026
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน เราเข้าวงการใหม่ที่เข้าแล้วออกไม่ได้อีกแล้วกับ 3D Printer เครื่องรุ่น Top สุด อย่าง Bambu Lab H2C วันนี้ เราได้ใช้งานมาหลักหลายร้อยชั่วโมงแล้ว เราจะมาเล่าประสบการณ์การใช้งานให้อ่านกันว่า เราคิดยังไงกับเจ้าเครื่องนี้กัน
พลังแห่ง Bambu H2 Series พื้นที่และพลังที่ไร้ขีดจำกัด

สิ่งแรกที่เราจะเห็นได้ชัดเมื่อมอง Bambu Lab H2C คือ Build Volume ที่ไม่ใช่เล็ก ๆ เลย เมื่อเทียบกับ 3D Printer ส่วนใหญ่ในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะมีขนาด 256x256x260 mm บนพวก Bambu Lab X2D กับ P2S แต่เจ้าเครื่องนี้ยกระดับพื้นที่ขึ้นไปเป็น 325x320x320 mm ทำให้เราสามารถพิมพ์ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในครั้งเดียว โดยไม่ต้องตัดใน Slicer แล้วค่อยมาประกอบทีหลัง

ในแง่ของความแรง เจ้าเครื่องนี้ย้ายหัวพิมพ์ได้เร็วสูงสุดถึง 1,000 mm/s และได้ Max Flow ถึง 40 mm^3/s การไหลของพลาสติกที่เร็วได้ขนาดนี้ คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้การพิมพ์หลายสียังรักษาความเร็วเอาไว้ได้ เพราะบางเครื่องมันมักจะพิมพ์ช้ามาก ๆ เมื่อต้องพิมพ์แบบหลายสี
ที่มาของการที่เครื่องปริ้น "ขี้"

โดยปกติแล้ว เวลาก่อนจะเริ่มทำ 3D Print หรือจะเปลี่ยนสีเส้น Filament ตัวเครื่องมันจะ Flush เส้นอันเก่าออกมา แล้วโยนทิ้งไป เป็นก้อนพลาสติกเล็ก ๆ ชิ้นนึง ที่บ้าน ๆ เราเรียกว่า "ขี้" นี่เอง โดยปกติ ถ้าเราใช้เครื่องทั่ว ๆ ไปที่มี 1 หัว และเราใช้งานเส้นแค่สีเดียว หรือวัสดุเดียวในการปริ้น 1 ชิ้นงาน มันจะมีขี้แค่ตอนที่เราจะเริ่มปริ้น เพื่อเอาเส้นเก่าที่ค้างในรอบก่อนออก มีขี้แค่ก้อนเล็ก ๆ ก้อนเดียวเท่านั้น

แต่ถ้าเกิดชิ้นงานเรามีการปริ้นหลายสีเข้ามา การจะเปลี่ยนสี 1 ครั้งมันจะต้องขี้ออกมารอบนึง และแน่นอนว่า ใน Model ขนาดที่ไม่ได้ใหญ่มาก เราอาจจะกำลังพูดถึงการ Flush หลักร้อยครั้งได้เลย เท่ากับว่า จะมีขี้ออกมาอย่างน้อยร้อยกว่าก้อนเลยทีเดียว ในบาง Model อาจจะมีปริมาณมากกว่า ตัว Model ที่เรา Print ซะอีก เคยเจอบาง Model ตัวมันจริง ๆ ใช้เส้นแค่ 500g แต่ขี้ที่มันจะต้อง Flush ออกมา มีถึง 700g เลยก็มีเหมือนกัน ถือว่าเป็นต้นทุนแฝงที่ดุดันไม่เกรงใจใครมาก ๆ ในระยะยาว
Vortex System ความลับสำคัญที่ทำให้ H2C น่าสนใจ

ถามว่า แล้วเราจะทำยังไงให้ขี้น้อยลงกันละ นี่แหละคือ ความลับของ Bambu Lab H2C เขาเรียกว่า ระบบ Vortex Hotend Changer หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Vortex System คือ แทนที่จะต้อง Flush เส้นออกมา เพื่อให้เราโหลดเส้นอีกสี หรือคนละวัสดุเข้าไป เราก็ไม่ต้อง Flush แต่เล่นเปลี่ยนหัวพิมพ์มันซะเลยสิ

หากเราเอาหัวพิมพ์ Vortex ออกมาดูเทียบกับหัวพิมพ์ปกติของ Bambu Lab เราจะพบว่า มันมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายในหัวพิมพ์แบบ Vortex จะไม่ได้มีแค่หัวพิมพ์เท่านั้น แต่มันมี Heater Block อยู่ในนั้นด้วย
Bambu Lab บอกว่า หากเราเลือกเชื่อมต่อหัวพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ผ่าน Pin หรือข้อต่อบางอย่าง เวลาเราใช้งานไป เราจะต้องเปลี่ยนหัวแบบนี้หลายร้อยครั้ง ทำไปเรื่อย ๆ หลายพันชิ้น ก็มีโอกาสที่ Slot ต่าง ๆ มันจะเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วได้ ทำให้ Bambu เลยบอกว่า งั้นเราทำให้ทุกอย่างมันเป็นแบบ Wireless ไปเลยสิ คือ การส่งข้อมูลก็จะเป็นการส่งข้อมูลแบบ Wireless และใช้การให้ความร้อนแบบ Induction เหมือนพวกเตาไฟฟ้าที่เราใช้งานกันนั่นเอง ด้วยการเปลี่ยนเพียงหัวพิมพ์และใช้อุปกรณ์ที่เหลือเหมือนเดิมทั้งหมด ทำให้ตัวหัวพิมพ์ที่ต้องเคลื่อนที่ไปมา มีน้ำหนักเบาเป็นอย่างมาก นั่นส่งผลถึงเรื่องของมอเตอร์ และความคล่องตัวในการขยับหัวพิมพ์มาก ๆ

ซึ่งภายในตัว Toolhead ของ Bambu Lab H2C เขามีหัวมาให้เราใช้งานได้ 2 หัวด้วยกัน โดยหัวซ้าย จะเป็นหัวเหมือน Bambu Lab ตัวอื่น ๆ และหัวด้านขวา จะเป็นหัวแบบ Induction หรือแบบที่ใช้กับ Vortex นั่นเอง และทั้ง 2 Extruder จะเป็น Direct Drive ทั้งคู่ ทำให้ได้คุณภาพทั้ง 2 หัว ไม่แตกต่างกันเลย ซึ่งมันแตกต่างจาก X2D ที่อันนึงเป็น Direct Drive และอีกอันเป็น Bowden ที่ Bambu Lab บอกชัดเลยว่า อีกหัวเป็น Auxiliary Extruder สำหรับเอามาพิมพ์ Support เป็นหลัก
โดยหัวแบบ Vortex จะมีมาให้ทั้งหมด 6 หัว ๆ นึงจะติดอยู่ที่ Toolhead โดยตรง และที่เหลืออีก 5 หัว จะมีรางอยู่ด้านข้าง ที่สามารถเลื่อนขึ้นลงสลับกัน เพื่อให้ Toolhead สามารถเข้าไป ถอด หรือ ใส่ หัวพิมพ์เองได้ง่าย ๆ ขั้นตอนการทำงานมันง่ายมาก ๆ คือ มันจะต้องตัดเส้นสีเดิมออกไปก่อนด้วยกลไกที่อยู่ข้าง Toolhead แล้วดึงเส้นเดิมกลับเข้าไป, โหลดเส้นใหม่เข้ามา, Heat หัวพิมพ์ แล้วถึงจะเริ่มพิมพ์ต่อได้ ซึ่ง Bambu เคลมว่า เขาใช้เวลาในการ Heat หัวพิมพ์ไม่เกิน 8 วินาที ต่อครั้งเท่านั้นเอง

ภายในกล่อง Bambu Lab ใส่หัวแบบ Induction มาให้ 6 หัวเต็มที่ แบ่งเป็น 0.4mm 4 ตัว, และ 0.2 กับ 0.6 อย่างละหัว และที่ Toolhead มี 0.4 มาให้อีก 1 หัว ทำให้ หากเราพิมพ์หัว 0.4 เราจะสามารถเปลี่ยนสีได้โดยไม่ต้อง Flush ทั้งหมด 5 สีด้วยกัน แต่ถ้าเราต้องการไปให้สุดเลยจริง ๆ เราสามารถซื้อหัว Induction ขนาด 0.4 เพิ่มเข้ามาอีก 2 หัวมาใส่ ทดแทน 0.2 และ 0.6 ที่แถมมา จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนสีได้โดยไม่ต้อง Flush ถึง 7 สีเลยทีเดียว นั่นแปลว่า เราจะต้องใช้ AMS Setup มากกว่า 1 ตัว โดยที่ Bambu บอกว่า H2C สามารถรองรับ AMS Pro 2 ได้ถึง 4 ตัว (เป็น 16 สีหรือวัสดุ) รวมกับ AMS HT อีก 8 ตัว ทำให้ รองรับกันได้สูงสุดถึง 24 สี หรือวัสดุกันไปเลย แต่ถ้าเราปริ้นมากกว่า 7 สี ยังไงก็ต้องมี Flush เหมือนกับเครื่องอื่น ๆ (แค่น้อยกว่า)
ข้อเสียนึงของการออกแบบลักษณะนี้ เราคิดว่ามี 2 ข้อ อย่างแรกคือ ความเร็ว เนื่องจาก เราใช้ท่อนำเส้นชุดเดียวกันในทั้ง 6 สี นั่นแปลว่า เวลาเราจะเปลี่ยนสี เราจะต้องดึงเส้นเก่ากลับ และเอาเส้นใหม่เข้ามา ซึ่งมันค่อนข้างใช้เวลามาก ๆ โดยเฉพาะหากใครเล่นใหญ่ ไม่ตัดท่อนำ ใช้ท่อยาว ๆ เลย มันก็จะยิ่งต้องดึงนานมากขึ้นเท่านั้น และเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนหลักหลายร้อยครั้ง ความต่างเพียงไม่ถึงวินาทีต่อครั้ง สามารถแปรผลเป็นความแตกต่างหลักชั่วโมงในการปริ้น 1 ชิ้นงานได้เลย

และอย่างที่ 2 คือ Cost of Ownership หากเราไปดูราคาของหัว Induction หรือแบบ Vortex ราคามันจะสูงกว่าหัวพิมพ์แบบปกติไปหลายเท่าเลย เรากำลังพูดถึงหลัก 2 พันบาท เทียบกับไม่กี่ร้อยเท่านั้น ประกอบกับหัวนี้มันมีแค่ Bambu Lab H2C ที่ใช้ เท่ากับผูกขาดเป็น Part เฉพาะคิดแพงฉ่ำมาก ทำให้หากเราจะต้องพิมพ์วัสดุที่มี Fibre Glass หรือ Carbon Fibre ที่มันจะขูดกับหัวพิมพ์ เราจะเลือกพิมพ์ด้วยหัวปกติด้านซ้ายจะดีกว่า อย่างน้อยพิมพ์ไปเยอะ ๆ สึกแล้วพัง ค่าเปลี่ยนมันไม่กี่ร้อย ประกอบกับ การพิมพ์วัสดุทางวิศวกรรมพวกนี้ เราไม่ได้ต้องการพิมพ์หลายสีเน้นสวยงามหรอก เราเน้นการใช้งาน และความแข็งแรงของชิ้นงานเป็นหลัก หรือกลับกัน ถึงจะเป็น PLA หรือ PETG หากเราพิมพ์สีเดียว เราจะโหลดเส้นใส่ในช่องซ้ายที่ใช้หัวปกติดีกว่า รู้สึกว่า ควรจะใช้หัว Vortex เมื่อจะพิมพ์หลายสีเท่านั้น (เดี๋ยวจะมีของเล่นที่ทำให้เราไม่ต้องสลับโหลดเส้นด้วยมือ)
Setup ที่ซื้อแล้วไม่จบ

เวลาเราซื้อ 3D Printer จาก Bambu Lab มักจะมีตัวเลือกของการซื้อเป็นเครื่องพิมพ์เดียว ๆ กับ Combo ที่มี AMS หรือเครื่องเปลี่ยนวัสดุกับอบเส้น ติดมาให้ด้วย หากซื้อ Bambu Lab เป็นเครื่องแรก ยังไง เราก็แนะนำให้ซื้อเป็น Combo เพราะ AMS มันดีจริง ๆ
หากเราซื้อรุ่นอื่น ๆ อย่าง X2D, H2S หรือ H2D พวกนี้ การซื้อเป็น Combo ติด AMS มา 1 ตัว เราก็สามารถปริ้นบนเครื่องพิมพ์ที่มี 1-2 หัวพิมพ์ได้สบาย ๆ แล้ว แต่พอมันมาเป็น H2C ที่ตัวมันมี 6 หัวพิมพ์แบบ Induction และ 1 หัวพิมพ์ปกติ การมี AMS 1 ตัว ที่ใส่ได้ 4 วัสดุ เริ่มไม่ตอบโจทย์แล้วหากเราต้องการไปสุดจริง ๆ สุดท้าย ต้องกด AMS มาเพิ่ม จน ตอนนี้ เราจบที่ AMS 2 Pro 2 ตัว ใส่กับหัว Induction สำหรับการเปลี่ยนสีฉ่ำ ๆ และ AMS HT โหลดใส่หัวซ้าย (หัวปกติ) สำหรับปริ้นงานสีเดียวทั่ว ๆ ไป ดังนั้น เตือนก่อนเลยว่า หากคิดจะริมาลอง H2C อย่าเตรียมเงินแค่กับ Combo Set เท่านั้น เพราะมันจะไปต่ออีกแบบ บาน ๆ เลย
ประสบการณ์ใช้งานจริง: ความง่ายของ Makerworld และการจัดการปัญหา
เมื่อสัก 3-4 ปีก่อน เราค่อนข้างกลัวการใช้งาน 3D Printing มาก ๆ เพราะตอนนั้นไปใช้ที่มหาลัยแล้ว รู้สึกว่า มันใช้งานและดูแลยากมาก ๆ จะซื้อมาไว้ในบ้าน ก็อาจจะยัง แต่ตัดภาพมาตอนนี้ ได้มาดู Bambu Lab รุ่นใหม่ ๆ มันเปลี่ยนความคิดเดิม ๆ นั้นไปโดยสิ้นเชิงเลย ตอนนั้น เรามี 2 ความยุ่งยากที่เจอ
อย่างแรก คือ เรื่องการจัดการและดูแลตัวเครื่อง ตอนนั้นที่เราใช้เครื่อง มันไม่มีระบบ Auto อะไรทั้งนั้น เราจะต้อง Calibrate ตัวเครื่องเองทั้งหมด กว่าจะได้พิมพ์ก็คือ กินเวลาไปเยอะมาก ๆ แต่พอมาตอนนี้ Bambu Lab H2C น้องเขามี Sensor รอบเครื่อง เมื่อเกิดปัญหา มันสามารถเตือนได้ทันที เช่น เส้นติด หรือ เส้นพันกันใน AMS มันเดาได้หมดเลย เก่งมาก ๆ หรือกระทั่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นใน Printing Chamber อย่างปัญหาวัสดุไม่ติดกับ Build Plate จนเกิดเป็น Spaghetti ที่พวกนี้ หน้าจอของเครื่องจะแสดง QR Code ขึ้นมา ซึ่งเราสามารถสแกนเข้าไปดูสาเหตุ และวิธีการแก้ปัญหาได้ทันที ทำให้ลดระยะเวลาในการนั่งคุ้ยแก้ปัยหาได้เยอะมาก มันมีบ้างที่เอกสารในหน้าเว็บอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันที แต่บอกเลยว่า ในปี 2026 ถึงเราจะไม่รู้อะไรเลย เราว่า 3D Printer มันไม่น่ากลัวแล้ว

ตลอดที่เราปริ้นมา 200 ชม ++ เราเจอปัญหาอยู่ไม่น่าเกิน 5 ครั้งเองมั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่ QR Code หรือ Documentation จะ Pinpoint ปัญหาและให้ Solution เราได้ทุกครั้งนะ แต่มันพอจะให้ Guideline แบบ Step-by-Step ในการตรวจสอบได้ดีมาก ๆ ส่วนใหญ่ปัญหาพวกนี้ มันมักจะเกิดจากพวก Hardware เช่น เสียบท่อไม่แน่น หรือเสียบอะไรผิดไม่ตรง Documentation ตอบได้หมด

แต่พวกที่เรามักจะมีปัญหาด้วย และมั่นใจว่าคนใช้งานก็ปวดหัว มักจะเกิดจาก Model ที่เอามาปริ้นนี่แหละ เช่นในภาพด้านบน เราจะปริ้น Stack สำหรับวาง AMS แน่นอนว่า มีพลเมืองดี ช่วยรวมทุก Part มาให้อยู่ใน Build Plate เดียว สั่งทีเดียวได้ทุกชิ้น ปรากฏว่าปริ้นไป เครื่องมันฟ้องขึ้นมาว่า เจอ Spaghetti Problem ใช่แล้ว H2C ภายในมันมีกล้องสำหรับตรวจจับความผิดพลาดจากการปริ้นด้วย AI ได้ด้วยเมื่อเกิดปัญหามันจะร้องเตือนแล้วหยุดการปริ้นชั่วคราว แล้วให้เราคิดต่อว่า เราจะทำยังไงต่อดี ซึ่งปัญหาจากการปริ้นพวกนี้ มันไม่ได้เกิด เพราะเครื่องพิมพ์ซะทีเดียว มันเลยบอกปัญหาได้ยากมาก ๆ เช่น ปัญหานี้เอง จริง ๆ มันเกิดจากการที่วัสดุยึดติดกับ Build Plate ได้ไม่ดีพอ และชิ้นที่มีปัญหา มันคือ ชิ้นที่มีลักษณะเป็นทรงสูง ค่อนข้างเสี่ยงกับการที่มันจะล้มระหว่างพิมพ์อยู่แล้ว เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่

แต่เราไม่อยากกดยกเลิก แล้วต้องเสียชิ้นที่เหลือที่ยังพิมพ์ไม่เสร็จทั้งหมด ซึ่งตรงนี้แหละ ที่กว่าเราจะรู้ว่า มันมี Feature Skip Object คือ เราจะต้องหาอยู่สักพักเลย เพราะมันไม่ได้เป็นปัญหาที่ อยู่ ๆ เครื่องจะ Recommend แล้วให้ QR Code ออกมา เราไปเจอว่า มี Feature นี้จากใน Community แล้วค่อยเอาชื่อไปหาใน Documentation ของ Bambu Lab อีกที ซึ่งเขาก็เขียนดีมาก ๆ เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่ทุกปัญหาที่เจอมันจะมี QR Code เด้งออกมาให้เรากดสแกนเข้าไปได้เลย บางปัญหามันเกิดจากไฟล์ของเราเองบ้าง หรือวัสดุ มันมี Variance เยอะมาก ๆ ให้เขา Cover ก็คงไม่หมดละ
อีกปัญหาคือ การเขียน CAD เราเคยเรียนพวก 3D อย่าง Maya กับ 3D Max มาตอนเด็ก ๆ นะ แต่โปรแกรมพวกนั้น มันเป็นโปรแกรมสำหรับทำ Animation เป็นหลัก ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเขียน CAD ที่เราจะเอามาทำ 3D Printing ถึงแม้ว่า มันดูเป็นการทำ 3D เหมือนกันก็เถอะ เพราะการทำ CAD เราจะต้องเทียบกับขนาดจริงเวลาเราปริ้นออกมาด้วย แต่ Animation เราเทียบกับวัตถุรอบข้าง และมุมกล้องเท่านั้นมันเลยมีความ งง ๆ แต่สำหรับคนที่เขียน CAD ไม่เป็น ก็ไม่ต้องกลัว เพราะ Bambu Lab เขามี MakerWorld เป็นชุมชนที่รวมพวก 3D Model CAD ต่าง ๆ มาให้เรา เรียกว่า ถ้าเราคิดถึงอะไรทั่ว ๆ ไปหน่อย Search ใน MakerWorld เจอคนทำเอามาแจกแน่ ๆ เราก็แค่สั่งพิมพ์ได้เลย

เรื่องสุดท้าย ขอเสริมหน่อยละกัน คือ ตัวเครื่อง Bambu รุ่นใหม่ ๆ มันสามารถเชื่อมต่อ Cloud และมี Application บนโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถ Browse Model ใน MakerWorld แล้วสั่งพิมพ์ Model นั้น ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เลย พร้อมกับบอกสถานะของเครื่อง มีการแจ้งเตือนเมื่อเครื่องเกิดปัญหาหรือพิมพ์เสร็จได้ด้วย

หรือหากเราต้องการทำงานบน Desktop เอง เขาก็มี Bambu Studio ที่เป็น Slicer เขาทำมาได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะส่วนที่ทำการ Sync เข้ากับ Profile ของเครื่องได้เลย เช่น เรามีการโหลดเส้น สีนี้ ๆ ไว้ที่ AMS เรากดคลิกเดียว Profile และข้อมูลเส้นทั้งหมดจะเข้ามาอยู่ใน Project เราทันที ไม่ต้องมานั่ง Config ใหม่ทุกครั้ง มันทำให้เรารู้สึกว่า เขาดูใส่ใจกับ UX ของการใช้งานมาก ๆ
เรื่องที่สงสัยมากคือ ในเมื่อคุณทำให้ตัวมันสามารถทำงานผ่าน Cloud ได้ขนาดนี้ แต่ทำไมมันไม่ทำช่องเสียบสาย Lan มา ทำไมให้เชื่อมต่อผ่าน WiFi เท่านั้น แปลกมาก ๆ และ ณ วันที่เขียนมันมีประเด็นเรื่องการกีดกัน การใช้ Slicer ตัวอื่น ๆ Bambu Lab มีการฟ้องนักพัฒนานั่นนี่ ก็คือวงการ 3D Printing ในต่างประเทศก็ฮึ่ม ๆ Bambu Lab กันพอสมควรเลย
ระบบที่ซับซ้อน มาพร้อมกับการดูแลรักษาที่ยุ่งยากกว่า

สำหรับคนที่ยังไม่เคยซื้อ 3D Printer มาเล่น เราอยากให้อ่านตรงนี้ก่อนเลย คือ เราซื้อเครื่องมาใช้งาน เราจะต้องมีการบำรุงรักษาต่าง ๆ เยอะพอสมควรเลย โดยเฉพาะ H2C ที่มีกลไกอย่าง Vortex เข้ามาด้วย หลัก ๆ ที่น่าจะได้ทำกันมี 3 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกคือ การทำความสะอาด อุปกรณ์ภายใน เช่น Build Plate ที่ตัว Textured PEI Plate ที่ติดมากับเครื่อง เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ เราจะเจออาการที่ชิ้นงานมันไม่ติดกับ Build Plate ทีนี้แหละ เละ เราจะต้องเอามันไปล้างด้วยน้ำยาล้างจาน และเช็ดให้แห้ง ก็จะเอากลับมาใช้งานต่อได้แล้ว

อีกส่วนที่ต้องความสะอาดคือ ภายในตัวเครื่อง เวลาเราใช้งานไปเรื่อย ๆ มันจะมีพวกเศษ ๆ ใย ๆ พลาสติกเล็ก ๆ อยู่ เราก็แค่เอาผ้าแห้งเช็ดมันได้เลย แต่ถ้าใครใช้ Laser ด้วย อันนี้แหละ เรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะมันจะมีพวกเศษผงของสิ่งที่เราตัดอยู่ในเครื่องเต็มไปหมด เช็ดเหนื่อยหน่อยนะ นี่แหละคือเหตุที่เพื่อนเราหลายคนไม่แนะนำให้ซื้อรุ่นที่มี Laser หรือ Laser Upgrade Kit แล้วให้ไปใช้เครื่องแยกดีกว่า

เรื่องที่ 2 คือ การทำความสะอาด และ หล่อลื่น พวกเกลียว และส่วนประกอบของแกนต่าง ๆ อันนี้แหละ ยุ่งยากพอสมควร ในกล่อง Bambu Lab เขาจะให้ น้ำมันหล่อลื่น และ จาระบี หลอดเล็ก ๆ มา จำง่าย ๆ ว่า อันไหนเป็นเกลียวใช้จาระบี อันไหนเป็นแกนเรียบใช้น้ำมัน แต่ก่อนจะทำ อย่าลืมนะว่า ในนั้นมันอาจจะมีเศษพลาสติกเล็ก ๆ มันเข้าไปติดอยู่ เราจะต้องเช็ดมันออกก่อน (ต่างประเทศ แนะนำให้ใช้ Gearfloss แต่เราหาในไทยไม่ได้ ก็ทิชชู่ละกันบ้าน ๆ ง่าย ๆ) แล้วค่อย หล่อลื่นด้วยน้ำมันหรือจาระบีให้ครบทุกแกน

ตอนแรกเราก็สงสัยว่า แกนมันอยู่ลึกมาก ๆ หรือ บางจุดมันเข้าถึงยากมาก ๆ มันทำกันยังไง เลยไปถามร้านมา เขาบอกว่า ไม่ต้องกลัวเลย มันมีคนทำเป็นหัวที่ทำให้เราเข้าถึงแกนพวกนี้ได้ง่ายมาก ๆ แจกอยู่บน Maker World ก็เลยสั่งปริ้นออกมาเลย

ถ้า น้ำมัน กับ จาระบี หลอดเล็ก ๆ ที่แถมมาหมดเราจะต้องซื้อกับ Bambu มั้ย ก็ไม่อีก มันเป็นแค่สารหล่อลื่นปกติเลย ใน Community ก็มีคนแนะนำของ Superlube มา สนุกกว่านั้นคือ หัวที่เราปริ้นมาใช้ มันสามารถสวมเข้ากับหัวของขวด Superlube ได้เลย สะดวกเข้าไปอีก นี่แหละพลังของ Community

เราไม่ต้องกลัวนะว่า เราจะลืม Maintenance อย่างการหล่อลื่นพวกแกนต่าง ๆ ตัวเครื่องมันจะมีการนับชั่วโมงการใช้งานเอาไว้ แล้วเมื่อถึงเวลาที่มันกำหนด มันจะแจ้งเตือนบอกเราในหน้าจอของตัวเครื่องเลย พร้อมกับ ถ้าเรากดเข้าไปมันจะมี QR Code ให้สแกนเข้าไปดู Documentation บอกวิธีการทำให้เราเสร็จหมด สะดวกมาก ๆ

และเรื่องที่ 3 คือ Nozzle มีอายุการใช้งานของมัน หัวที่ได้มาในกล่อง จะเป็นหัวชุบแข็ง ซึ่งมันจะมีอายุได้ราว ๆ 1,000 ชั่วโมงใช้งาน แต่อายุของมันจริง ๆ ขึ้นกับหลายปัจจัยมาก ๆ ส่วนที่คิดว่าทำให้สึกเร็วมาก ๆ คือ การใช้งานพวกพลาสติกที่ผสม Fibre Glass หรือ Carbon Fibre เพราะมันจะเข้าไปครูดกับหัวพิมพ์ของเราทำให้เสื่อมไวขึ้น ซึ่งเราจะต้องดูจากลักษณะของ Nozzle ที่เราใช้งาน หากมันเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนมันด้วย

ซึ่ง Induction Nozzle สำหรับ Vortex ราคา ณ วันที่เขียนมันจะอยู่ที่ราว ๆ 1,800 - 2,000 บาท แต่สำหรับหัวซ้ายที่เป็นหัวปกติ ราคาอยู่ 450-700 บาทเท่านั้นเอง ประกอบกับหัว Induction มันมี 6 อัน นั่นแปลว่า มันมีค่า Maintenance มากกว่ารุ่นอื่น ๆ อย่าง H2S และ H2D ทำให้ส่วนใหญ่ การพิมพ์ เราจะทำบนหัวซ้ายซะเยอะ เก็บหัวขวาไว้ปริ้นงานที่ต้องเปลี่ยนสีเยอะ ๆ แทน
ดังนั้นเราจะเห็นว่า เครื่องยิ่งที่ซับซ้อน มากับความยุ่งยากในการดูแลรักษาที่ใหญ่ยิ่ง เราอยากจะเตือนไว้ก่อน ว่ามันจะต้องมีกระบวนการในการ Maintenance เครื่องพวกนี้ไว้ด้วย จะได้เตรียมตัว และใจไว้ก่อน
สรุป : Bambu Lab H2C ไม่ใช่เครื่องสำหรับทุกคน ค่อนข้าง Niche มาก ๆ

ตั้งแต่ใช้งานมา เรารู้สึกว่า ไม่แปลกเลย ถ้าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีเครื่อง H2C เอาไว้ในบ้าน หรือ Print Farm กัน เพราะมันเป็นเครื่องที่เกิดมาเพื่อ Multicolour มาก ๆ แต่ทำให้เราเสียความเร็วและ Volume ในการพิมพ์ เมื่อเทียบกับพวก H2S และ H2D ที่เป็น Large-Format เหมือนกัน ประกอบกับ คนส่วนใหญ่ และ Model ที่มีส่วนใหญ่ มันไม่ได้เป็น Multi-Colour กันเยอะมาก ทำให้ หากซื้อมา มันน้อยมาก ๆ ที่เราจะ Utilise ความเป็น Multi-Colour จริง ๆ Usecase เดียวที่เราคิดได้คือ การปริ้นพวก Figure เล็ก ๆ เป็นต้นแบบ ที่ต้องการให้ได้สีพื้นมาแต่ต้นเลย หรือไม่ก็เอาอนาคตรองรับการพิมพ์แบบ Gradient Colour ในอนาคต
อีกอย่างคือ ณ วันนี้ ไม่ว่าเครื่องรุ่นไหน มันสามารถพิมพ์แบบ Multi-Colour ได้หมด ตั้งแต่รุ่นเล็กสุดอย่าง A1 Mini จนไปถึง H2D มันต่างกันแค่ว่า เราจะเสียเส้นไปกับการ Purge ขี้ และเวลาในการสลับเส้นเยอะแค่ไหน ตัว H2C มันเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ ด้วย Vortex แต่เราคิดว่า จะต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วเราเอาเครื่องมาพิมพ์แบบ Multi-Colour เยอะแค่ไหน บางที การไปเล่น H2S หรือ H2D เน้นพิมพ์วัสดุเดียว แล้ววันไหนจะพิมพ์แบบ Multi-Colour ก็ยอมเสียเวลาและเปลืองวัสดุขึ้นอีกหน่อยก็ได้ รวม Cost of Ownership แล้วอาจจะมีราคาถูกกว่า การซื้อ H2C เพื่อไม่ให้มัน Purge เยอะก็ได้นะ



